วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551


เทคโนโลยีสารสนเทศ

เทคโนโลยีข้อมูลหรือสารสนเทศกล่าวถึงกระบวนการปฏิบัติหรือระบบใดๆ ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับกระบวนการและการเคลื่อนย้ายข้อมูล ปัจจุบันทุกคนมีความคุ้นเคยกับองค์การประกอบสมัยใหม่ของ IT เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การใช้ Internet E – mail เป็นต้น IT มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจนเห็นได้ชัด ในธุรกิจนำ IT มาช่วยสร้างความได้เปรียบทางกลยุทธ์ใหม่ การเข้าถึงลูกค้าและต้นทุนเป็นผลรวมของเทคโนโลยี มนุษย์ และองค์การ


ประโยชน์ของเทคโนโลยี


1. ใช้ในการเพิ่มผลิตและลดต้นทุน

2. เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ

3. พัฒนาสำนักงานอัตโนมัติ

4. เครือข่ายคอมพิวเตอร์กล่าวไกลขึ้น

5. ช่วยในการควบคุ่ม วางแผน และตัดสินใจ

6. สร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน


อุปสรรคของเทคโนโลยี


1. ปัญหาด้านเทคโนโลยี โดยขาดมาตรฐานความคงที่เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ธุรกิจซึ่งใช้ IT ที่แตกต่าง จะมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน และความแตกต่างเหล่านี้จะทำให้เกิดความลำบากในการเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้าด้วยกันในระบบเครือข่าย

2. การต่อต้านจากผู้ใช้ เหตุผลเบื้องต้นคือ เกิดความกลัวเทคโนโลยีไม่ชอบใช่เทคโนโลยี และขาดการสนับสนุนจากพนักงานภายในสำนักงาน การต่อต้านจะลดลงได้ถ้าทำให้เกิดความเป็นมิตรและมีการชี้แจงหรือให้การศึกษา หรือฝึกอบรมการใช้คอมพิวเตอร์

3. การคัดค้านทางการเมือง เพราะอิทธิพลของ IT ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในสำนักงานอาจทำให้เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น


ข้อจำกัดของเทคโนโลยี


1. ขาดความอิสระเพราะการพึ่งพาเทคโนโลยี

2. ขาดมนุษย์สัมพันธ์ในสำนักงาน รวมทั้งลูกค้าและแขกผู้มาเยือน เพราะ IT ทำให้ขาดการติดต่อสื่อสาร แบบพบหน้าหรือเผชิญหน้า


ผลกระทบของเทคโนโลยี


การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเกิดขึ้นตลอดเวลาเป็นที่รู้จักและการพบเห็นปกติทั่วไป ทั้งในชีวิตการทำงานและส่วนตัว ธุรกิจหลายชนิดพัฒนาและนำเสนอเทคโนโลยีใหม่เชิงวัตกรรม ประสบความสำเร็จและมีการเติบโตสูงมากในปัจจุบันขณะที่ธุรกิจบางแห่งได้รับผลกระทบเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงจึงได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีเป็นโอกาสและอุปสรรค เปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้านขณะที่ด้านหนึ่งให้บริการสินค้าใหม่ๆแต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นอุปสรรคที่สามารถทำร้ายหรือทำลายความต้องการสิ้นค้าหรือบริการแบบเดิม นอกจากนี้เทคโนโลยียังอาจมีผลกระทบต่อพฤติกรรมในองค์การหรือสำนักงานในเชิญลบโดยเกิดความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย เพราะเกรงว่าจะมีการนำคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีอื่นใดมาแทนคน จะเห็นได้จากมีการลดขนาดองค์การรวมทั้งการรีเอ็นจิเนียริ่งในสำนักงานก็จะมีการใช้ระบบอัตโนมัติคำนวณปริมาณที่เหมาะสมหรือมีการออกแบบสินค้าขึ้นใหม่


การจัดการกับเทคโนโลยี


1. คำนึงถึงเป้าหมายหลักขององค์การและวิเคราะห์ผลในการนำเทคโนโลยีมาใช้

2. ตรวจสอบเทคโนโลยีที่ใช้อยู่

3. สร้างระบบสนับสนุนในการปฏิบัติงานกับเทคโนโลยี

4. เน้นความเข้าใจที่ถูกต้องกับเทคโนโลยีให้พนักงานได้ทราบ

ระบบข้อมูลหรือเทคโนโลยีใหม่ๆเป็นเครื่องมือที่สร้างพลังอำนาจสำหรับการเปลี่ยนแปลงสำนักงานในอนาคตเพราะช่วยให้มีความสามารถในการออกแบบโครงสร้าง ขอบเขต ความสัมพันธ์ของอำนาจสายทางเดินของงาน สินค้า และบริการใหม่ๆซึ่งได้เปรียบเชิงแข็งขันและทำให้สำนักงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ทิศทางเทคโนโลยีที่ช่วนในการปรับตัวของสำนักงาน

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2551

การเปลี่ยนวิธีการทำงาน (Re-engineering)


การเปลี่ยนวิธีการทำงาน คืออะไร?
การเปลี่ยนวิธีการทำงาน (Re-engineering) คือ การออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่แล้วนำกระบวนการใหม่ไปปฏิบัติให้เกิดผล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจนั้น

ทำไมคนจึงพูดถึงรีเอ็นจิเนียริ่ง?
รีเอ็นจิเนียริ่งเป็นเรื่องที่กำลังได้รับนิยมในหมู่บริษัทต่างๆ ในปัจจุบันกระแสความ พยายามของการรีเอ็นจิเนียริ่งเกิดจากความจำเป็นในการแข่งขันเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด การแข่งขันที่ สังเกตเห็นได้ชัดที่สุด คือ ในสินค้าอุปโภคบริโภคที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และ จีน อุตสาหกรรมใหม่ที่ปรากฎขึ้นได้เกือบทุกแห่งและแข่งขันกันในตลาดทั่วโลก ล้วนมีแนวโน้ม ไปสู่การเป็นนานาชาติเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้การแข่งขันเพิ่มขึ้นในอนาคตอันใกล้มากกว่าในอดีต ที่ผ่านมา
ธุรกิจในปัจจุบันได้รับรู้แล้วว่าการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพื่อเตรียมรับความ กดดันที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจส่วนใหญ่พยายามลดต้นทุนเพื่อให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์หรือบริการอยู่ใน ระดับที่แข่งขันได้ แต่ความพยายามที่จะลดต้นทุนเหล่านี้โดยทั่วไปจะมีการจำกัดอยู่ที่การลด จำนวนพนักงานแบบง่ายๆ และทำการตกแต่งดัดแปลงทางการเงินซึ่งจะเป็นผลในระยะสั้นเท่านั้น ถ้าจะให้ส่งผลในระยะยาวต้องให้มีการเปลี่ยนแปลงของระบบการทำงานที่เกิดจากการวางแผนมา อย่างดีและมีการทำอย่างต่อเนื่องเท่านั้น
ในปัจจุบัน รีเอ็นจิเนียริ่ง ถูกมองโดยบริษัททั่วไปว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ได้มาซึ่งความ ได้เปรียบในการแข่งขัน โดยทั่วไปการรีเอ็นจิเนียริ่งควรเริ่มต้นเมื่อเรามีการผลิตสินค้าใหม่ เมื่อมี เทคโนโลยีใหม่ที่สามารถลดต้นทุน หรือเมื่อมีการเปิดตลาดใหม่ เป็นต้น
"REENGINEERING กสิกรไทยสู่ธนาคารแห่งศตวรรษใหม่"
2538 จะเป็นปีที่ธนาคารกสิกรไทยครบรอบ 50 ปี เป็นปีที่การเปลี่ยนแปลงซึ่งเริ่มต้นในปีนี้ภายใต้แนวคิดเรื่อง "REENGINEERING กระบวนการทำงาน" จะเริ่มปรากฏผล และเป็นปีที่ธนาคารจะเผยโฉมดีไซน์ภายในสำนักงานใหม่ในโทนสีเขียว โดยเฉพาะสาขาของธนาคารในเขตกรุงเทพมหานครประมาณ 120 แห่ง

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ฝรั่ง


ฝรั่ง เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางชนิด Psidium guajava Linn. ในวงศ์ Myrtaceae ผลกินได้ มีหลายพันธุ์ เช่น ฝรั่งขี้นก ฝรั่งขี้นก ฝรั่งสาลี่ ฝรั่งเวียดนาม

ฝรั่งที่ปลูกในประเทศไทยมีหลายพันธุ์ แต่ที่นิยมใช้รับประทานผลสด ได้แก่ ฝรั่งพันธุ์ที่มีผลใหญ่ ผลดก รสอร่อย เช่น พันธุ์กมลสาลี่ แป้นสีทอง ทูลเกล้า นอกจากนี้ยังมีพันธุ์พื้นเมืองต่าง ๆ พันธุ์อินเดีย พันธุ์จีน เป็นต้น
สำหรับฝรั่งที่นำมาใช้แปรรูป ได้แก่ พันธุ์บังมองท์ และพันธุ์คาฮังคูล่า เนื่องจากทั้งสองพันธุ์นี้มีเนื้อมา สีชมพู มีกลิ่นหอม รสกลมกล่อม


วิธีปลูก
หลังจากที่เลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว ถ้าต้องการจะปลูกเป็นสวนก็ควรจะจัดระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างต้นประมาณ 3 x 3 เมตรในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 160 ต้น
การเตรียมหลุมปลูก
ขนาดของหลุมปลูกควรกว้าง 0.5 เมตร ยาว 0.5 เมตร และลึก 0.5 เมตร ที่จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างเพื่อเปลี่ยนสภาพดินในหลุมให้ดีขึ้น ดังนี้
1. ควรขุดดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินบนและดินล่าง
- ดินบน เป็นส่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมากอยู่แล้ว ให้แยกไว้ส่วนหนึ่ง
- ดินล่าง คือดินที่เมื่อขุดลึกลงไปแล้วพบว่าดินมีสีจางลงเป็นชั้นที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ
2. ตากดินไว้ 10-15 วัน เพื่อให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อโรคในหลุมปลูกและในดิน
3. กลบดินบนลงในหลุม
4. ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วนต่อดินล่าง 2 ส่วน และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยร๊อคฟอสเฟต 0.50 กิโลกรัม แล้วจึงกลบลงไปในหลุมทับชั้นดินบน จนมีระดับสูงกว่าระดับพื้นดินธรรมดาประมาณ 10 เซนติเมตร
การที่ต้องกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมนั้น เพื่อที่เมื่อเวลาปลูกแล้วดินจะยุบตัวลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้พอดีกับระดับดินเดิม ถ้าไม่เผื่อไว้จะเป็นแอ่งและมีน้ำขังทำให้รากเน่าตายได้

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

CARD READER



เครื่องอ่านบัตร (card reader)
· เครื่องอ่านบัตรจะทำหน้าที่อ่านข้อมูลบนบัตร แล้วเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยอ่านเป็นเลขฐานสองที่มี 12 บิต (จาก 12 แถวบนบัตร) แล้วเปลี่ยนให้เป็นเลขฐานสองที่มี 6 หรือ 8 บิต (ตามแบบของคอมพิวเตอร์ที่ใช้) เครื่องอ่านบัตรมีสองแบบ คือ แบบใช้แปรงโลหะ และ แบบใช้หลอดโฟโตอิเล็กทริก (photoelectric)

· ในเครื่องอ่านบัตรแบบใช้แปรง บัตรจะเคลื่อนออกจากที่เก็บโดยวิธีทางกล ผ่านเข้าไปใต้แปรงโลหะที่ทำหน้าที่เหมือนสะพานไฟฟ้า เมื่อมีรูบนบัตรเคลื่อนมาถึงแปรง แปรงก็จะสามารถลอดผ่านไปแตะกับลูกกลิ้งโลหะข้างล่างทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านและเกิดเป็นสัญญาณไฟฟ้าขึ้น การอ่านจะกระทำสองครั้งเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง แล้วบัตรจะเคลื่อนผ่านไปยังที่เก็บ หากผลการอ่านสองครั้งไม่ตรงกัน เครื่องอ่านบัตรจะรายงานความผิดพลาด

o ในทำนองเดียวกันเครื่องอ่านบัตรที่ใช้โฟโตอิเล็กทริกเซลล์ ซึ่งทำงานโดยให้บัตรเคลื่อนผ่านแสงไฟ ถ้าที่ใดมีรูเจาะไว้ก็จะมีแสงลอดมาถูกโฟโตอิเล็กทริกเซลล์ เซลล์หนึ่งสำหรับแถวดิ่งหนึ่งแถว ครั้นแล้วจะมีสัญญาณไฟฟ้าเกิดขึ้นแต่สามารถทำงานได้รวดเร็วกว่าแบบแรก เครื่องอ่านบัตรโดยทั่ว ๆ ไปจะมีความเร็วตั้งแต่ 200-1,200 บัตรต่อนาที

o บัตรคอมพิวเตอร์มีหลายชนิด ชนิดที่รู้จักกันมากคือ บัตรฮอลเอล บัตรนี้ทำด้วยกระดาษพิเศษเป็นรูป
o สี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุมบนถูกตัดทิ้งเฉียง ที่มุมใดมุมหนึ่งบนบัตรมีตำแหน่งเตรียมไว้ให้เจาะรู ข้อมูลที่บันทึกไว้บนบัตรจะเจาะรูเป็นรหัสเพื่อแทนข้อมูล 3 แบบ คือ ตัวเลขฐานสิบ (0-9) ตัวอักษร (A-Z) และเครื่องหมายต่าง ๆ (เช่น &, ), (, -, +, ?,…….) เช่น ถ้าเราต้องการบันทึกอักษร M เราก็ใช้เครื่องเจาะหนึ่งรูที่แถว 11 และอีกหนึ่งรูที่แถว 4 ในแนวดิ่งเดียวกัน

o ข้อดีของบัตรคอมพิวเตอร์คือ เป็นการง่ายในการเตรียมและเก็บ
o แต่มีข้อเสียคือ เปลืองที่เก็บ เมื่อถูกความชื้นบัตรจะพอง และเมื่อเจาะข้อมูลลงในบัตรแล้วไม่สามารถเจาะข้อมูลใหม่ลงในที่เดิมได้ จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน